ตู้สวิทช์บอร์ด

ตู้สวิทช์บอร์ด , แผงจ่ายไฟ, ตู้ปั้มน้ำ,ตู้คนโทรล,ตู้ควบคุมไฟฟ้า,SWITCHBOARD

     ตู้สวิทช์บอร์ด เป็นแผงจ่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยแผงแรกที่รับไฟจากการไฟฟ้าหรือด้านแรงต่ำ ของหม้อแปลงจำหน่าย แล้วจ่ายกำลงไฟฟ้าไปยังแผงย่อยตามส่วนต่างๆของอาคาร นิยมใช้ในอาคารขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม

     หน้าที่ของตู้สวิทช์บอร์ด คือการรับไฟฟ้าเข้ามาในอาคารโดยผ่านสวิทช์ขนาดใหญ่ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นไฟฟ้าแรงดันต่ำ ที่มีขนาดแรงดันไฟฟ้า 400-426VAC,50hX 3เฟส 4 สาย

     ตู้สวิทช์บอร์ดต้องติดตั้งให้สะดวกต่อการปฏบัติงาน และไม่เปิดเปลือยสายไฟให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใกล้ได้ หลังตู้สวิตช์บอร์ดควรห่างจากผนังพอสมควร ไม่ควรมีสิ่งกีดขวางบริเวณหลังตู้สวิตช์บอร์ด ด้านหน้าและด้านหลังของตู้ควรมีไฟส่องสว่าง ฟิวส์และอุปกรณ์ต่างๆที่ประกอบกันในตู้สวิตช์บอร์ดต้องมีประตู้เปิดปิดได้ตลอดเวลา และมีข้อความเตือนอันตราย 

     ตู้สวิทซ์บอร์ดของเราออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยใช้ซอต์แวร์ AD/CAM เช่น SalidWork และ Autocad ในการออกแบบ ซึ่งมีมาตรฐานในการออกแบบเป็นแบบโมดูล่า ทำให้การประเมินราคาไม่ซับซ้อนและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
     ในแผนกประเมินราคและออกแบบ มีวิศวกรประจำมากกว่า 15 คน ซึ่งวิศวกรทุกคนล้วนมีประการณ์ในการออกแบบสวิทซ์บอร์ดไฟฟ้าและกาไช้งานซอฟแวร์ CAD/CAM เป็นอย่างดี เราสามารถออกแบบและผลิตสวิทซ์บอร์ดทุกประเภทตั้งแต่ Main Distribution Board, Motor Control Center fixed and withdrawable type,outdoor enclosure จนถึง wall mounting panel.

อุปกรณ์ที่สำคัญภายในตู้สวิตช์บอร์ด

  1. Enclosure (ตัวตู้ด้านนอก)
    โดยส่วนมากมักจะทำมาจากแผ่นโลหะสร้างเป็นเค้าโครงตู้ ที่สามารถรับแรงดันจากภายนอกได้ ทนความร้อน และการกัดกร่อนของสารเคมีหรือน้ำทะเล ช่วยป้องกันความชื้น การไฟลเข้าของของเหลว และ ป้องกันการสัมผัสส่วนที่มีกระแสไฟฟ้า
  2. Busbar (ตัวนำไฟฟ้า)
    โลหะที่จะนำมาใช้ป็นบัสบาร์ ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
    1. มีความต้านทานต่ำ
    2. ความแข็งแรงทางกลสูงในด้านแรงดึง แรงอัดและแรงฉีก
    3. ความต้านทานต่อ Fatigue Failure สูง
    4. ความต้านทานของ Surface Film ต่ำ
    5. การตัดต่อหรือดัด ทำได้สะดวก
    6. ความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูง
  3. Circuit Breaker (อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปิดและปิดวงจรไฟฟ้า)
    Mold Case Circuit Breaker (MCCB) ทำหน้าที่ เป็นสวิทช์เปิด – ปิด ด้วยมือ และเปิดวงจรโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไหลเกิน หรือเกิดลัดวงจร โดย เบรกเกอร์จะอยู่ในภาวะตัดการทำงานจากกระแสเกิน(Trip) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างตำแหน่งเปิดและปิด (ON/OFF) เราสามารถรีเซ็ตใหม่ได้โดย กดคันโยกให้อยู่ในตำแหน่ง ปิดเสียก่อน แล้วค่อยโยกไปตำแหน่งเปิด 
    Air Circuit Breaker (ACB)
    เป็นเบรกเกอร์ที่ใช้กับแรงดันที่ต่ำกว่า 1000 โวลต์ มีขนาดใหญ่ใช้สำหรับเป็น เมนเบรกเกอร์ โดยทั่วไป มีพิกัดกระแสตั้งแต่ 225-6300 แอมป์ และมี อินเตอร์รัปติง คาปาชิตี (Interrupting Capacity)สูงตั้งแต่ 35-150 กิโลแอมป์ โครงสร้างทั่วไปทำด้วยเหล็กมีช่องดับอาร์ก (Arcing Chamber) ที่ใหญ่โต แข็งแรง เพื่อให้สามารถรับกระแสลัดวงจรจำนวนมากได้ แอร์เซอร์กิตเบรกเกอร์ที่มีขายในท้องตลาดมักใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตรวจจับ และวิเคราะห์กระแสเพื่อสั่งปลดวงจร
  4. Miter (อุปกรณ์วัดกระแสไฟฟ้า)

    Voltmeter ใช้วัดแรงดันไฟฟ้า ระหว่างจุด 2จุด ในวงจร ความต้านทานภายในของเครื่องโวลต์มิเตอร์มีค่าสูง วิธีใช้ต้องต่อขนานกับวงจรเครื่องมือที่ใช้วัดค่าความต่างศักย์ในวงจรไฟฟ้า ค่าที่วัดได้มีหน่วยโวลต์ (V) โวลต์มิเตอร์เป็นเครื่องมือที่ดัดแปลงมาจากแกลแวนอมิเตอร์ โดยต่อความต้านทานแบบอนุกรม กับแกลแวนอมิเตอร์ และใช้ความต่างศักย์ และใช้วัดความต่างศักย์ในวงจรโดยต่อแบบขนานกับวงจรที่ต้องการวัด

    Power Meter คืออุปกรณ์ที่รวม มัลติมิเตอร์ แคล้มป์มิเตอร์ ซึ่งนอกจากจะวัดฟังก์ชั่นต่างๆได้แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลกำลังงานได้ง่ายและเต็มประสิทธิภาพ

    Ammeter ใช้สำหรับวัดปริมาณกระแสไฟฟ้า เมื่อการนำไปใช้งานในวงจรฟ้า จะต้องต่อแบบอนุกรมกับวงจร หรืออนุกรรมกับโหลดเสมอถ้าหากมีการนำไปต่อขนาน ทำมห้เกิดความเสียหายกับเครื่องวัดได้ เนื่องจากโครงสร้างภายในของแอมป์มิเตอร์นั้น ถูกออกแบบมาให้มีค่าความต้านทานที่ต่ำ เมื่อถูกต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้าจะต้องไม่มีผลกระทบต่อวงจร

  5.  Other Devices (อุปกรณ์ติดตั้งตัวอื่นๆ)

    Magnetic อุปกรณ์สวิทช์ตัดต่อวงจรไฟฟ้า เพื่อการเปิด-ปิด ของหน้าสัมผัส (Contact) ทำงานโดยอาศัยอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าช่วยในการเปิด-ปิดหน้าสัมผัส ในการตัดต่อวงจรไฟฟ้า เช่น เปิด-ปิด การทำงานของวงจรควบคุมมอเตอร์ นิยมใช้ในวงจรของระบบแอร์, ระบบควบคุมมอเตอร์ หรือใช้ในการควบคุมเครื่องจักรต่างๆ โดยแมกเนติกคอนแทคเตอร์นั้น จะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญต่อการทำงาน ได้แก่ แกนเหล็ก (Core), ขดลวด (Coil), หน้าสัมผัส (Contact) และสปริง (Spring)

    แต่ถ้าหากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการทำงานให้ดี เราจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงานด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเลือกใช้แมกเนติก คอนแทคเตอร์ อย่างไรให้ได้ผล และเราควรเลือกใช้แมกเนติก คอนแทคเตอร์ ประเภทไหนให้เหมาะกับงาน รวมไปถึงเรื่องอุปกรณ์เสริมของแมกเนติก คอนแทคเตอร์ที่จำเป็นต้องรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือข้อมูลสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำงาน